ความจริงอันน่าเศร้าของอสูรดูดเลือด
โดยลูซี่ ซาโบ
การเขียนเชิงสร้างสรรค์ คาบ 4

มีตำนานมากมายเกี่ยวกับผีดูดเลือด แต่ส่วนใหญ่แล้วไม่มีเรื่องไหนที่เป็นเรื่องจริง ถ้าอย่างนั้นทำไมถึงมีหนังสือเกี่ยวกับผีดูดเลือดมากมาย? ทำไมถึงมีวัฒนธรรมมากมายมีตำนานผีดูดเลือดของตัวเอง

ความจริงก็คือ ตำนานผีดูดเลือดนั้นมีพื้นฐานจากเรื่องจริง ผีดูดเลือดเคย (และยังคงเป็น) เรื่องจริง ตามที่ฉันจะพิสูจน์ให้เห็นในงานเขียนต่อไปนี้

แนวความคิดเกี่ยวกับผีดูดเลือดสมัยใหม่ส่วนใหญ่มีพื้นฐานอยู่บนหนังสือ แดรกคูลา ของ บราม สโตรเกอร์ เคานท์แดรกคูลา (ตามที่หนังสือว่า) เป็นผีดูดเลือดผู้มีชีวิตอยู่ในปราสาทในทรานซิลวาเนีย และดื่มเลือดเพื่อมีชีวิตอยู่ เขาสามารถแปลงร่างเป็นค้างคาว และอายุหลายร้อยปี เขาเร็วอย่างเหลือเชื่อ แข็งแกร่งอย่างเหลือเชื่อ และเป็นปีศาจทั้งวิญญาณ บราม สโตรเกอร์ได้รับแนวความคิดมาจากตำนานพื้นบ้านของโรมาเนีย และจากการอ่านเอกสารประวัติศาสตร์เกี่ยวกับ วแลด จอมเสียบ การเสียบด้วยแหลนเป็นการลงโทษที่น่าสนใจ และค่อนข้างนิยมในยุคกลาง วิธีการก็คือ เสียบเสาแหลมเข้าไปทางก้น แล้วจับเสาขึ้กนตั้งตรง และนักโทษผู้โชคร้ายก็จะถูกเสียบลงไปบนเสาแหลมเหมือนเคบับที่มีชีวิต นี่เป็นวิธีการโปรดของ วแลด แดรกคูลา ที่จะลงโทษศัตรูของเขา ว่ากันว่ามันเจ็บปวดมาก

แต่วแลด แดรกคูลาตัวจริงไม่ใช่ผีดูดเลือด (อย่างน้อยก็เท่าที่เรารู้) เขาเป็นแค่เจ้าซาดิสซ์โรคจิต เหมือนกับ อลิซาเบธ บาโธนี ผู้ที่ชอบอาบเลือดของหญิงสาวบริสุทธิ์ นอกจากนี้เธอยังชอบทรมานหญิงสาวเหล่านั้นอีกด้วย

โดยพื้นฐาน บราม สโตรเกอร์ เป็นแค่นักเขียนที่จับเอาตำนานพื้นบ้านไปผสมกับประวัติศาสตร์เพี้ยนๆ เพื่อสร้างเป็นเรื่องสยองขวัญ แต่ตั้งแต่นั้นมา ตำนานผีดูดเลือดก็กลายเป็นกระแสใหญ่ในวงการวรรณกรรมสมัยใหม่ ส่วนเรื่องจริง ก็สูญหายไปในเมฆหมอกของเวลา จนกระทั่งบัดนี้

ตำนานและเทพปกรนัมส่วนใหญ่มีพื้นฐานจากเหตุการณ์จริง ยกตัวอย่าง เรื่องเรือโนอาห์ก็อาจได้รับแรงบันดาลใจจากเรื่องจริง และมนุษย์หิมะที่จริงแล้วอาจจะเป็นหมีพันธุ์หายาก

ผีดูดเลือดก็เช่นเดียวกัน

อย่างแรก คุณต้องตระหนักว่า เมื่อเรื่องผีดูดเลือดเริ่มต้นขึ้น คนมีความรู้น้อยมากเกี่ยวกับโรคภัยและยารักษา ผู้คนรักษามะเร็งด้วยปลิง และเอาดินถูบาดแผลเพื่อให้หาย ผู้คนยังไม่รู้ในสิ่งที่เราคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดาอีกมาก



แม้กระทั่งเมื่อหลายพันปีก่อน ผู้คนก็มีความรู้เกี่ยวกับเบาหวาน ไม่ใช่ว่าพวกเขาจะรู้ว่าต้องทำอย่างไรกับมัน แต่ชาวกรีกโบราณก็รู้จักว่าคนเป็นเบาหวานมีน้ำตาลในตัวมากเกินไป และไม่ว่าพวกเขาจะกินเข้าไปเท่าไร มันก็สูญเปล่าหมด แต่นั่นคือทั้งหมดที่พวกเขารู้

ในฐานะที่ฉันเองก็เป็นเบาหวานที่ต้องพึ่งอินซูลิน ฉันได้อ่านมามากมายว่าต้องควบคุมโรคอย่างไร ทุกวันนี้ คนเป็นโรคเบาหวานฉีดอินซูลิน และทดสอบระดับกลูโคส และพวกเราส่วนใหญ่ก็ทำได้ดี เราระวังเกี่ยวกับการตาบอด ไตวาย โรคหัวใจ และนัวโรพาธี (อาการสมองสับสนชั่วคราว) แต่นั่นเฉพาะคนที่เป็นโรคมานานหลายปี แต่ก่อนที่อินซูลินจะถูกค้นพบ อะไรๆไม่ได้เป็นไปด้วยดีสำหรับคนเป็นเบาหวาน เมื่อไม่มีอินซูลินมาเปลี่ยนกลูโคสเป็นพลังงาน เซลล์ต่างๆในร่างกายก็กระหายเจียนตาย คนป่วยที่ไม่ได้รับการรักษาจะหิวและกระหาย แต่ยิ่งกินเท่าไรพวกเขาก็ยิ่งป่วยมากขึ้นเท่านั้น น้ำตาลในเลือดจะสูงขึ้นจนหวานเกินไป จนกระทั่งร่างกายเผาผลาญไขมันและกล้ามเนื้อจนไม่มีอะไรเหลือ แต่มันจะไม่เกิดขึ้นทันที ผู้ป่วยเบาหวานที่ไม่ได้รับการรักษาจะใช้เวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือนกว่าจะตาย และร่างกายก็จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากบนเส้นทางไปสู่ความตาย

เบาหวานที่ไม่ได้รับการรักษาแทบจะหมดไปแล้วในทุกวันนี้ เมื่อคนเริ่มกระหาย หิว รู้สึกป่วยและฉี่อยู่ตลอดเวลา พวกเขาก็จะไปหาหมอ หมอให้อินซูลินและเข็มฉีดยาแก่พวกเขา แล้วยาสมัยใหม่ก็ชนะอีกครั้ง จึงเนการยากที่เราจะจินตนาการว่ามันเป็นอย่างไรเมื่อเบาหวานรักษาไม่ได้ และอันตรายถึงตายเหมือนเก้าอี้ไฟฟ้า ฉันได้ทำรายการอาการต่างๆของเบาหวานที่ไม่ได้รับการรักษา เรื่องนี้อาจจะเกิดขึ้นกับเด็กสาวในยุคกลาง

แรกเริ่มเธอจะเริ่มหิวและกระหาย เธอไม่เคยดื่มน้ำพอ กินข้าวบด (ไม่ว่ามันจะหน้าตาอย่างไงก็เถอะ) ชามแล้วชามเล่า ทีแรกพ่อแม่ของเธอรู้สึกโกรธเพราะพวกเขายากจน และข้าวบดก็ไม่ได้มาฟรี แต่เธอไม่อาจหยุดกินทุกอย่างที่เธอเห็น ต่อมาเธอก็น้ำหนักลดลง เธอกินเหมือนหมู แต่อาหารก็ผ่านเธอไปหมด พ่อแม่เธอคิดว่าเธอถูกผีเข้า พวกเขาซ่อนเธอจากเพื่อนบ้านเพราะกลัวว่าถ้าเรื่องแพร่งพรายออกไป ลูกสาวของพวกเขาจะถูกเผาทั้งเป็น

ผ่านไปหลายสัปดาห์ เด็กสาวน้ำหนักลดไปหนึ่งในสี่ เธอขาวซีดและมีกลิ่นหวานเอียนเหมือนน้ำผึ้ง เธอหลับเกือบตลอดวัน แต่มันเป็นหลับที่ไม่สนิท เธอกลิ้ง พลิกตัวและร้องคราง เมื่อเธอตื่นเธอก็หิวและกระหาย

เธอฉี่ลดที่นอนครี้งแล้วครั้งเล่าจนแม่ของเธอเลิกเอาฟางใหม่มาปูที่นอนให้เธอ และปล่อยให้เธอนอนทับของเสียไปอย่างนั้น เธอไม่ได้มีทีท่าว่าจะสนใจ เธอพูดกับตัวเองในเวลานอน กับคนที่ไม่มีตัวตนอยู่จริงๆ ผิวกายเธอขาวซีดและชุ่มไปด้วยเหงื่อ ริมฝีปากของเธอแดงเหมือนเลือด เนื้อตัวมีกลิ่นเหม็นไหม้

วันหนึ่งแม่ของเธอเขาขาไก่มาให้ลูกสาว เธอนั่งอยู่บนเตียงฟางสกปรกๆของเธอ เด็กสาวฉวยขาไก่กัดกินอย่างมูมมามเหมือนหมาป่าที่หิวโหย แม่ของเธอขนลุกขนพองกับสิ่งที่เห็น ฟันของเด็กสาวยาวขึ้น และปากของเธอก็เต็มไปด้วยเลือด เด็กสาวขย้ำขาไก่ กัดกร้วมลงไปบนกระดูกด้วยฟันยาวที่กลบไปด้วยเลือด ลมหายใจเหม็นเหมือนผลไม้และเนื้อบูด ตาดำของเธอเบิกกว้างเหมือนหลุมดำ แม่ของเธอหวาดกลัวและหนีไป

วันต่อมาเด็กสาวโซเซออกมาจากกระท่อมเพื่อหาอาหาร เมื่อแสงแดดยามเที่ยงวันต้องตัวเธอ เด็กสาวก็กรีดร้อง ปิดตาและก้มคุดคู้ลงกับพื้น พ่อแม่ของเธอช็อคที่เห็นลูกสาวเป็นเช่นนั้นเมื่อถูกแสงแดด ผิวของเธอขาวเหมือนกับท้องปลา ผมร่วงเป็นกระจุกๆ แขนขาลีบเล็กเหมือนด้ามไม้กวาด พ่อของเธอรีบอุ้มลูกสาวเข้าไปในบ้าน แล้ววางเธอลง

เช้าต่อมาเด็กสาวยังคงนอนนิ่งและไม่ตอบสนอง หน้าผากเย็นเหมือนน้ำแข็ง ไม่มีสัญญาณของชีวิต แม่ของเธอบอกสามีว่าลูกสาวได้ตายเสียแล้ว พวกเขาห่มเธอด้วยผ้าห่ม บอกกับเพื่อนบ้านว่าเธอตายแล้ว และพรุ่งนี้พวกเขาจะฝังเธอที่สุสานข้างๆโบสถ์ประจำหมู่บ้าน

แต่คืนนี้นเองเรื่องประหลาดก็เกิดขึ้น เด็กสาวตื่นขึ้นมา เธอเหวี่ยงผ้าหม่ออกไปและลุกขึ้นยืน เธอไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหน แต่เธอหิวเจียนตาย เธอเดินโซซัดโซเซไปตามแนวกระท่อม สับสนและหวาดกลัว แม่ของเด็กสาวเห็นเธอและกรีดร้องด้วยความหวาดกลัว เด็กสาวเอามืออุดหู มันดังเกินไป! พ่อที่หวาดกลัวคว้ามีดแกว่งไปมาต่อหน้าเธอ เธอวิ่งหนีจากกระท่อม วิ่งหนีเสียงกรีดร้องและแสงแปลบปลาบของมีด เธอเห็นแสงริบหรี่อยู่ไกลๆ เธอได้ยินเสียง เธอได้กลิ่นอาหาร เธอตรงเข้าไปหาแสง พุ่งเข้าไปในกระท่อมของเพื่อนบ้าน หยิบชิ้นหมูออกมาจากหม้อสตูว์และกลืนลงไปอย่างตะกละตะกลาม พวกเขาวิ่งหนีด้วยความหวาดกลัว เด็กสาวกินอาหารค่ำของพวกเขาจนหมดและโซซัดโซเซเข้าไปในป่า วันต่อมาเด็กหนุ่มในหมู่บ้านเจอเธอนอนนิ่งอยู่ในสวนหัวบีต ผู้เฒ่าประจำหมู่บ้านถูกเชิญมา เธอถูกประกาศว่าตายแล้ว พระบอกว่าเธอถูกผีสิง พวกเขาตัดสินใจจะเผาเธอทันที ปะรำถูกสร้างขึ้นบนเชิงเขา ร่างของเธอถูกวางไว้บนกองฟืนและเศษไม้ พระโยนคบไฟลงไปที่กองฟืน ภายในไม่กี่วินาทีไฟก็ลุกโชติช่วง หน้าของชาวบ้านถูกย้อมเป็นสีส้มด้วยแสงไฟ แล้วบางอย่างในกำแพงเพลิงก็เคลื่อนไหว พวกเขามองเห็นรูปร่างของเด็กสาว เสียงกรีดร้องของเธอโหยหวนออกมาจากกองไฟ ร่างของเธอลุกเป็นไฟ เธอบิดเร่าในท่วงท่าของระบำแห่งความตายขณะที่ชาวบ้านต่างก็พากันวิ่งหนี ล้วเธอก็ตาย...ตายอย่างจริงๆ ในคราวนี้

นั่นคือเรื่องที่อาจจะเกิดขึ้นกับคนเป็นเบาหวานเมื่อหลายร้อยปีก่อน ลองจินตนาการถึงเรื่องที่พวกชาวนาจะพูดต่อกัน! อาการทั้งหลายที่ฉันพูดถึงเป็นอาการที่อาจเกิดขึ้นได้จากโรคเบาหวาน กลิ่นหวานของกลูโคสที่สูงเกินไปในเลือด อาการประหลาด กลิ่นเหม็นไหม้ของอาการเคโตอซิโดซิส กลิ่นเหม็นเน่าจากการย่อยสลายของแบคทีเรีย ความคลุ้มคลั่ง ความหิวกระหาย ประสาทสัมผัสที่ไวต่อแสงและเสียงอย่างมาก เลือดออก เหงือกร่น (ซึ่งทำให้ดูเหมือนฟันเธอยาวขึ้น) ไข้ ผิวหนังเย็นเฉียบ อาการโคม่าเหมือนตาย ทั้งหมดเป็นอาการของเบาหวานที่ไม่ได้รับการรักษา แม้แต่การฟื้นขึ้นจากอาการโคม่าหลายต่อหลายครั้งก็อาจเป็นไปได้

สำหรับฉันมันชัดเจนมากว่าเบาหวานในยุคกลางได้นำไปสู่ตำนาน ซึ่งนำไปสู่หนังสือของ บราม สโตรเกอร์ ซึ่งนำไปสู่นิยายของ แอน ไรซ์ และบัฟฟี่ มือใหม่ปราบผี และอื่นๆทั้งหมดทั้งมวลเกี่ยวกับผีดูดเลือด เบาหวานคือต้นกำเนิด คือผีดูดเลือดที่แท้จริง พวกเขาไม่ใช่ปีศาจ หรือเหนือธรรมชาติ หรือเป็นอมตะ พวกเขาแค่ป่วย...เหมือนฉัน ฉันเองก็เป็นผีดูดเลือดขั้นต้น เมื่อฉันฉีดอินซูลีนเข้าไปตอนนี้ ฉันคิดว่ามันคือวัคซีนผีดูดเลือด ถ้าฉันเลิกฉีดอินซูลิน ฉันก็จะกลายเป็นสาวน้อยผีดูดเลือดที่หิวโหยจากยุคกลาง ฉันอาจจะบุกเข้าไปในบ้านของคุณและกินสตูว์ของคุณ

หรืออะไรอย่างนั้น

คุณไม่มีทางรู้ว่าผีดูดเลือดจะทำอะไรกับคุณ

1655 คำ (รวมทั้งนี่ด้วย)
credit:http://www.dek-d.com/board/view.php?id=1060332

edit @ 20 Jun 2009 01:01:47 by Demon-Er

 

 

เรื่องราวของ บารอน กิลส์ เดอ เรยส์ ซึ่งเป็นต้นแบบฆาตกร"เคราน้ำเงิน"ที่หมายถึงฆาตกรที่สังหารเมียหลายๆ คน นั้น มีการกล่าวในแง่ประวัติศาสตร์ว่าเรื่องของเขาถูกแต่งเติมให้เกินจริงทั้งโดย คำบอกเล่าในภายหลัง และเจตนาร้ายของผู้หวังในทรัพย์สมบัติของเขา ที่แน่ๆ เรื่องของชายผู้นี้คงจะถูกบอกเล่าต่อๆกันไปในฐานะตำนานอีกนานแสนนานทีเดียว

ปี 1404 กิลส์ เดอ เรยส์ เกิดที่ปราสาทชานโตเซ่ใกล้เมืองนันท์ของแคว้นบริตตัญญีในฐานะทายาทผู้สืบทอด เพียงคนเดียวของตระกูล กี เดอ ราวาลผู้เป็นพ่อ เป็นเจ้าบ้านของตระกูลเรยส์ ผู้เป็นเจ้าของปราสาทใหญ่โตหลายแห่ง และแมรี่ เดอ คราออนซึ่งเป็นมารดาก็มาจากตระกูลขุนนางที่เก่าแก่ที่สุดตระกูลหนึ่งของ ฝรั่งเศส ทั้งสองต่างก็มีอาณาเขตในกรรมสิทธิ์ของตนเป็นบริเวณกว้างขวางครอบคลุม พื้นที่มากมาย และมีรายได้จากการเก็บภาษีอากรราษฏรในแคว้น ซึ่งเมื่อกิลส์สืบทอดมรดก ตระกูลเรยส์ก็จะกลายเป็นผู้มีอิทธิพลมากที่สุดในฝรั่งเศสอย่างไม่ต้องสงสัย

ตระกูลเรยส์จึงเป็นที่อิจฉาของเหล่าขุนนางในราชสำนักอย่างไม่ต้องสงสัย.....................

ด้วยความร่ำรวย ทำให้ บารอน กิลส์ เดอ เรยส์ ใช้ชีวิตเป็นหนุ่มเจ้าสำราญผู้มั่งคั่ง จัดงานเลี้ยงหรูหราฟุ่มเฟือยแทบทุกวัน งานเลี้ยงแต่ละครั้งในปราสาทของบารอน กิลล์ เดอ แรส์ เสิร์ฟ ด้วยอาหารรสเลิศราคาแพง เครื่องดื่มระดับสุดยอด และงานเลียงจะไม่เลิศลาจนกว่าบรรดาแขกรับเชิญจะกระเดือกไม่เข้าหรือเมาฟุปไป ก่อน

ปี 1415 กีเสียชีวิตไปอย่างกะทันหัน และแมรี่ก็ตายตามสามีไปในเวลาไม่นานนัก ตาเป็นผู้รับบารอน กิลส์ เดอ เรยส์ ไปเลี้ยงดูแม้ว่าจะเป็นการขัดต่อพินัยกรรม ฌอง เดอ คราออนซึ่งเป็นตานี้ ใช่ว่าจะเป็นคนไม่ดี เพียงแต่ว่ามีรสนิยมรักร่วมเพศเท่านั้นเอง และคงเพราะอิทธิพลจากตา กิลส์ก็เลยมีรสนิยมเดียวกันนี้ด้วย

เมื่ออายุได้ 16 ปี เขาก็ถูกคลุมถุงชนให้แต่งงานกับแคทเธอรีน เดอ ทวาลซึ่งเป็นบุตรสาวของผู้ครองแคว้นข้างเคียงเนื่องจากตาของเขาต้องการขยาย พื้นที่ในครอบครองออกไปอีก บารอน กิลส์ เดอ เรยส์ ไม่ได้สนใจเจ้าสาวของเขานัก เวลาส่วนใหญ่มักจะหมดไปกับการสนุกสนานกับบรรดาเด็กหนุ่มที่เป็นคนสนิทของเขา มากกว่า

หากในไม่ช้า การได้พบกับเด็กสาวผู้หนึ่งก็เปลี่ยนชีวิตของบารอน กิลส์ เดอ เรยส์ ไปโดยสิ้นเชิง แจนน์ ดาร์ค (โจน ออฟ อาร์ค) วีรสตรีซึ่งมีชื่อเสียงที่สุดของฝรั่งเศสนั่นเอง


ปี 1429 พระเจ้าชาร์ลสที่ 7 (ในขณะนั้นทรงใช้พระนามว่า เจ้าฟ้าชายชาร์ลส) ทรงโปรดให้บารอน กิลส์ เดอ เรยส์ เข้าเฝ้าและแนะนำให้เขาได้รู้จักกับแจนน์ ดาร์คซึ่งภายหลังถูกขนานนามว่าเป็นหญิงศักดิ์สิทธิ์แห่งออร์ลีนส์

บารอน กิลส์ เดอ เรยส์ ประทับใจในในตัวแจนน์และประกอบกับว่าเขาเป็นผู้มีศรัทธาแรงกล้าอยู่แล้ว เขาจึงได้สาบานตนเป็นอัศวินของแจนน์ และกลายมาเป็นมือขวาคู่ใจของเธอนับแต่นั้น

และในขณะนั้นตัวของบารอน กิลส์ เดอ เรยส์ มีอายุแค่ 24 ปี

ทั้งสองสร้างผลงานไว้มากมายในสงครามร้อยปี ด้วยความดีความชอบที่กิลส์ นำทหารสู้กับข้าศึกที่เป็นอังกฤษและได้ชัยชนะครั้งแล้วครั้งเล่า ทำให้ได้รับพระราชทานตำแหน่งเป็นแม่ทัพหรือจอมพลตั้งแต่ยังหนุ่มและได้รับ พระบรมราชานุญาติให้ประดับดอกลิซ (ตราดอกลิลลี่ของราชวงศ์ฝรั่งเศส) ลงบนตราประจำตระกูลของเขาด้วย นับเป็นเกียตริสูงสุดเท่าที่เขาจะมีได้ในฐานะขุนนางทีเดียว

แต่แล้ว ในปี 1430 แจนน์ ดาร์คก็ถูกทหารฝ่ายศัตรูจับ และถูกเผาทั้งเป็นในฐานะแม่มดเมื่อปี 1431 (ปี 1456 พระสันตปาปาจึงยกให้คำตัดสินลงโทษแจนน์ ดาร์คเป็นโมฆะ เธอถูกยกขึ้นเป็นนักบุญในปี 1920....เกือบ 500 ปีหลังจากการสำเร็จโทษที่รูน)

ข่าวเรื่อง แจนน์ ดาร์ค ถูกประหาร นำความโศกเศร้ามาสู่บารอน กิลส์ เดอ เรยส์ เป็นอย่างมาก และหวนกลับไปสู่ชีวิตแหลกเหลวก่อนจะพบกับเธออีกครั้ง

ด้วยความโศกเศร้าบารอน กิลส์ เดอ เรยส์ ก็ไม่สนใจสู้รบอีกต่อไป กิลส์โกรธแค้นพระเจ้าที่หักหลังแจนน์และแย่งเธอไปจากเขา เขาเริ่มฝักใฝ่ในมนต์ดำและการเล่นแร่แปรธาตุ ในไม่ช้า บารอน กิลส์ เดอ เรยส์ ก็ทำการรวบรวมเด็กชายจากที่ต่างๆมาเพื่อเป็นเครื่องสังเวยให้กับปีศาจ (ว่ากันว่าผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ที่ให้ให้บารอน กิลส์ เดอ เรยส์ บ้าเรื่องมนต์ดำนี้คือ หมอเวทมนต์ชาวอิตาเลี่ยน ชื่อ ฟรังเซสโก ปรีลาตี)

เนื่องจากในเวลานั้นยังมีสงครามกันอย่างต่อเนื่อง ตามเมืองต่างๆจึงมีเด็กกำพร้าเร่ร่อนอยู่มากมาย หญิงชราและชายฉกรรจ์ซึ่งเป็นลูกน้องของบารอน กิลส์ เดอ เรยส์ พาเด็กเหล่านี้มายังปราสาท และตัดคอพวกเขาเพื่อสังเวยเลือดแก่พิธี ไม่นานนัก การสังเวยก็ค่อยเพิ่มความโหดร้ายทารุณขึ้น เด็กบางคนถูกตัดแขนตัดขาเป็นชิ้นๆ บางคนถูกฟาดหัวด้วยท่อนไม้ตอกตะปู บางคนถูกเฉือนเนื้อออกทีละน้อยเพื่อให้กรีดร้องอยู่ให้นานที่สุดก่อนจะหมดลม ไป

เด็กบางคนถูกผ่าท้องแล้วทึ้งไส้ออกมา บ่อยครั้งที่บารอน กิลส์ เดอ เรยส์ ข่มขืนศพของเด็กที่เสียชีวิตแล้ว เขาสะสมศีรษะของเด็กหนุ่มจำนวนมาก และศีรษะที่หน้าตาดีจะถูกเรียงไว้เหนือเตาผิงเหมือนเป็นคอลเลคชั่นพิเศษ มีการพบศพของเด็กจำนวนกว่า 150 ศพ (ส่วนใหญ่ไม่มีศีรษะ) ในปราสาท แต่พูดกันว่าเหยื่อของเขาน่าจะมีมากกว่า 1500 ราย

 (แอบเอากิลส์ เดอ เรยส์ในเกมbladestromsมาใส่หน่อย มิว่ากันนะ 555+)

หอคอยที่ใช้ฆ่าเด็ก

งานเลี้ยงอันหรูหราและมนต์ดำทำให้บารอน กิลส์ เดอ เรยส์ ผลาญทรัพย์สมบัติอันมหาศาลของเขาหมดไปในไม่ช้า บารอน กิลส์ เดอ เรยส์ จึงต้องขายปราสาทในกรรมสิทธิ์ของตนไป และการขายปราสาทนี่เองที่ทำให้เขามีปัญหากับโบสถ์ ทำให้บารอน กิลส์ เดอ เรยส์ ซึ่งเลือดขึ้นหน้าได้นำทหารบุกไปยังโบสถ์และจับกุมนักบวชหลายคนมาจองจำใน ปราสาทของตน

ทางด้านฝ่ายโบสถ์ซึ่งสงสัยบารอน กิลส์ เดอ เรยส์ เกี่ยวกับคดีเด็กหายสาปสูญอยู่แล้ว (แต่ทำอะไรไม่ได้ เพราะนอกจากกิลส์จะเป็นขุนนางแล้ว ยังเป็น"วีรบุรุษกู้ชาติ"อีกด้วย) จึงได้อาศัยโอกาสนี้เองนำคนเข้าตรวจปราสาทของบารอน กิลส์ เดอ เรยส์ และจับกุมเขาและพวกไว้ได้ในที่สุด

เชื่อกันว่าการสอบสวนในครั้งนั้น มีการทารุณกรรมเพื่อทรมานให้ผู้จับกุมยอมรับสารภาพและถูกซัดทอดผู้ต้องหา ด้วย แม้กระทั้งตัวบารอนกิล์เองก็ไม่พ้นทัณฑ์ทรมานอย่างสาหัสเพื่อให้รับสารภาพ แน่นอน

12 ตุลาคม ค.ศ. 1440 มีการประกาสอย่างเป็นทางการว่า บารอน กิลส์ เดอ เรยส์ ยอมรับสารภาพว่าเขาคือผู้สังหารเด็กนับร้อยคนนั้น โดยมีคำยืนยันของจอมพลดังต่อไปนี้

“ข้าพเจ้าขอย้ำว่าที่ฆ่าพวกเด็กๆ เกี่ยวกับเรื่องส่วนตัวทั้งสิ้น ไม่เกี่ยวกับอำนาจและความร่ำรวยของข้าพเจ้า เจตนาที่ได้กระทำลงไปมีเพียงเท่านี้”(แต่ชาวฝรั่งเศสหลายคนเชื่อว่า บารอน กิลส์ เดอ เรยส์ ยอมรับสารภาพเพราะทนการทรมานไม่ไหวมากกว่า)

นอกจากนี้ยังมีการพิพากษ์วิจารณ์อีกว่าทำไม บารอน กิลส์ เดอ เรยส์ ถึงโดนกล่าวหาอย่างรุงแรงแบบนี้ อาจเป็นเพราะฝีมือของดยุคจอห์นแห่งแคว้นบริตตัญญีที่เป็นผู้กล่าวหาตัวบารอน กิลส์ เพราะถ้าเกิดเขาได้ปราสาทและทรัพย์สมบัติมูลค่ามหาศาลจะตกเป็นของเขาในทันที


13 กันยายน 1440 พระสังฆราชซึ่งได้รับพระบรมราชานุญาติจากพระเจ้าชาร์ลสฟ้องกิลส์ในข้อหา ประกอบพฤติกรรมนอกรีต สังหารเด็ก ทำสัญญาปีศาจ และกระทำตนขัดต่อหลักธรรมชาติ ซึ่งไม่ว่าข้อหาใดต่างก็เพียงพอที่จะทำให้เขาโดนประหารทั้งสิ้น (มีการกล่าวว่า พระเจ้าชาร์ลสและโบสถ์ได้ร่วมมือกัน เนื่องจากพระเจ้าชาร์ลสต้องการดินแดนในครอบครองของตระกูลเรยส์)

การพิพากษาถูกจัดขึ้นที่ปราสาทนันท์และกินเวลากว่า 1 เดือน กิลส์ซึ่งในครั้งแรกมีท่าทีแข็งขืนถึงกับหลั่งน้ำตาสำนึกผิดในภายหลัง เขาถูกตัดสินให้ประหารโดยการแขวนคอในวันที่ 26 ตุลาคม 1440 (ในครั้งแรก จะมีการตัดสินโทษเผาทั้งเป็น แต่เนื่องจากการเผาทั้งเป็นถือเป็นการลบหลู่เกียรติมากในสมัยนั้น และด้วยว่ากิลส์มีความชอบ เขาจึงรอดโทษเผาทั้งเป็นไป)
ปลายเดือนตุลาคม ค.ศ. 1440 กิลล์ เดอ เรยส์ เดินไปที่ตะแลงแกงที่ใช้ประหารชีวิตด้วยการแขวนคอที่ถูกสร้างขึ้น ผู้คนมาชมจนล้นหลามจนต้องมีการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันการแย่งชิงตัวนักโทษประหาของพวกที่จงรักภักดีต่อตัวบารอนกิลส์ อยู่

เมื่อถึงเวลาประหารชีวิต บารอน กิลล์ เดอ เรยส์ ถูกนำตัวขึ้นตะแลงแกง จอมพลหนุ่มเดินเข้าหาความตายของตนอย่างองอาจ ไม่มีความพรั่นพรึงแม้แต่น้อย ถุงผ้าคลุมศีรษะถูกนำมาสวมแล้วเพชฌฆาตนำเชือกบ่วงคล้องคอมาสวม จากนั้นก็เปิดพื้นใต้ฝ่าเท้านักโทษ ร่างของบารอน กิลล์ เดอ แรส์ หล่นลงไปในช่อง เป็นอันจบชีวิตจอมพลผู้ยิ่งใหญ่เพียงเท่านี้

ว่ากันว่าชาวแคว้นบริตตัญญีพากันร่ำให้ด้วยความโศกเศร้าอาลัยแก่ตัวบารอน กิลด์ เดอ เรยส์ แต่หมดหนทางที่จะเรียกร้องความยุติธรรมให้แก่เขาได้ เพราะคำรับสารภาพของเขาคือการปิดประตูพิสูจน์ใดๆ ทั้งสิ้น

credit :http://www.shockfmclub.com/story_detail.php?historyshock_id=88

edit @ 20 May 2009 19:40:49 by Demon-Er

edit @ 20 May 2009 19:41:29 by Demon-Er

edit @ 20 May 2009 19:42:02 by Demon-Er

edit @ 20 May 2009 19:48:49 by Demon-Er

เราเปรี้ยวไปมั้ยหว่า-*-

posted on 05 May 2009 16:02 by demon-er  in DIARY
ครั้งแรกที่ผมลองเขียนบล๊อคตัวเองเล่นๆดูครับ
 
วันนี้ผมไปซื้อหนังสือที่ซีเอ็ดบุ๊คเซ็นเตอร์
 
แล้วเค้าก็ถามตอนผมจ่ายตังค์ซื้อหนังสือ(ไม่บอกนะว่าหนังสืออะไร หุหุหุ)ว่า
 
"ต้องการมีส่วนร่วมลดภาวะโลกร้อนโดยการไม่ใส่ถุงพลาสติกเปล่าคะ?"
 
ผมตอบทันควันว่า"ไม่ครับ"
 
เปรี้ยวเว้ยเฮ้ยเรา...ไม่ยอมช่วยเขาลดภาวะโลกร้อน
 
แต่ก็นะ...ผมสงสัยอยู่เหมือนกันว่ามันช่วยลดภาวะโลกร้อนยังไง ในเมื่อแค่ห่อปกหนังสือเรา?
 
พี่พนักงานก็หน้าเจื่อนลงนิดๆ บางครั้งผมแอบคิด เราเลวป่าววะ?  เลวหรือเปล่าที่ไม่ยอมมีส่วนร่วม
 
 แต่ความคิดด้านมืดผมขนะแฮ ผมกลับรักหนังสือตัวเองมากกว่าโลก(กรรม)
 
แต่ก็นะ...ผมก็ไม่รู้นี่นาว่ามันมีส่วนร่วมยังไง ในเมื่ิอเราก็ไม่ได้เอาพลาสติกไปเผานีี่
 
แค่ห่อหนังสือ หวังว่าคงไม่เป็นอะไรมากนะ...
 
จบการพล่ามเท่านี้ครับ อาเมน...

ทำบุญบ้านตัวเอง

posted on 03 May 2009 19:20 by demon-er
ใช้บล๊อคซะที~