ความจริงอันน่าเศร้าของอสูรดูดเลือด
posted on 20 Jun 2009 00:53 by demon-er in DARKSIDE
ความจริงอันน่าเศร้าของอสูรดูดเลือด
โดยลูซี่ ซาโบ
การเขียนเชิงสร้างสรรค์ คาบ 4
มีตำนานมากมายเกี่ยวกับผีดูดเลือด แต่ส่วนใหญ่แล้วไม่มีเรื่องไหนที่เป็นเรื่องจริง ถ้าอย่างนั้นทำไมถึงมีหนังสือเกี่ยวกับผีดูดเลือดมากมาย? ทำไมถึงมีวัฒนธรรมมากมายมีตำนานผีดูดเลือดของตัวเอง
ความจริงก็คือ ตำนานผีดูดเลือดนั้นมีพื้นฐานจากเรื่องจริง ผีดูดเลือดเคย (และยังคงเป็น) เรื่องจริง ตามที่ฉันจะพิสูจน์ให้เห็นในงานเขียนต่อไปนี้
แนวความคิดเกี่ยวกับผีดูดเลือดสมัยใหม่ส่วนใหญ่มีพื้นฐานอยู่บนหนังสือ แดรกคูลา ของ บราม สโตรเกอร์ เคานท์แดรกคูลา (ตามที่หนังสือว่า) เป็นผีดูดเลือดผู้มีชีวิตอยู่ในปราสาทในทรานซิลวาเนีย และดื่มเลือดเพื่อมีชีวิตอยู่ เขาสามารถแปลงร่างเป็นค้างคาว และอายุหลายร้อยปี เขาเร็วอย่างเหลือเชื่อ แข็งแกร่งอย่างเหลือเชื่อ และเป็นปีศาจทั้งวิญญาณ บราม สโตรเกอร์ได้รับแนวความคิดมาจากตำนานพื้นบ้านของโรมาเนีย และจากการอ่านเอกสารประวัติศาสตร์เกี่ยวกับ วแลด จอมเสียบ การเสียบด้วยแหลนเป็นการลงโทษที่น่าสนใจ และค่อนข้างนิยมในยุคกลาง วิธีการก็คือ เสียบเสาแหลมเข้าไปทางก้น แล้วจับเสาขึ้กนตั้งตรง และนักโทษผู้โชคร้ายก็จะถูกเสียบลงไปบนเสาแหลมเหมือนเคบับที่มีชีวิต นี่เป็นวิธีการโปรดของ วแลด แดรกคูลา ที่จะลงโทษศัตรูของเขา ว่ากันว่ามันเจ็บปวดมาก
แต่วแลด แดรกคูลาตัวจริงไม่ใช่ผีดูดเลือด (อย่างน้อยก็เท่าที่เรารู้) เขาเป็นแค่เจ้าซาดิสซ์โรคจิต เหมือนกับ อลิซาเบธ บาโธนี ผู้ที่ชอบอาบเลือดของหญิงสาวบริสุทธิ์ นอกจากนี้เธอยังชอบทรมานหญิงสาวเหล่านั้นอีกด้วย
โดยพื้นฐาน บราม สโตรเกอร์ เป็นแค่นักเขียนที่จับเอาตำนานพื้นบ้านไปผสมกับประวัติศาสตร์เพี้ยนๆ เพื่อสร้างเป็นเรื่องสยองขวัญ แต่ตั้งแต่นั้นมา ตำนานผีดูดเลือดก็กลายเป็นกระแสใหญ่ในวงการวรรณกรรมสมัยใหม่ ส่วนเรื่องจริง ก็สูญหายไปในเมฆหมอกของเวลา จนกระทั่งบัดนี้
ตำนานและเทพปกรนัมส่วนใหญ่มีพื้นฐานจากเหตุการณ์จริง ยกตัวอย่าง เรื่องเรือโนอาห์ก็อาจได้รับแรงบันดาลใจจากเรื่องจริง และมนุษย์หิมะที่จริงแล้วอาจจะเป็นหมีพันธุ์หายาก
ผีดูดเลือดก็เช่นเดียวกัน
อย่างแรก คุณต้องตระหนักว่า เมื่อเรื่องผีดูดเลือดเริ่มต้นขึ้น คนมีความรู้น้อยมากเกี่ยวกับโรคภัยและยารักษา ผู้คนรักษามะเร็งด้วยปลิง และเอาดินถูบาดแผลเพื่อให้หาย ผู้คนยังไม่รู้ในสิ่งที่เราคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดาอีกมาก
แม้กระทั่งเมื่อหลายพันปีก่อน ผู้คนก็มีความรู้เกี่ยวกับเบาหวาน ไม่ใช่ว่าพวกเขาจะรู้ว่าต้องทำอย่างไรกับมัน แต่ชาวกรีกโบราณก็รู้จักว่าคนเป็นเบาหวานมีน้ำตาลในตัวมากเกินไป และไม่ว่าพวกเขาจะกินเข้าไปเท่าไร มันก็สูญเปล่าหมด แต่นั่นคือทั้งหมดที่พวกเขารู้
ในฐานะที่ฉันเองก็เป็นเบาหวานที่ต้องพึ่งอินซูลิน ฉันได้อ่านมามากมายว่าต้องควบคุมโรคอย่างไร ทุกวันนี้ คนเป็นโรคเบาหวานฉีดอินซูลิน และทดสอบระดับกลูโคส และพวกเราส่วนใหญ่ก็ทำได้ดี เราระวังเกี่ยวกับการตาบอด ไตวาย โรคหัวใจ และนัวโรพาธี (อาการสมองสับสนชั่วคราว) แต่นั่นเฉพาะคนที่เป็นโรคมานานหลายปี แต่ก่อนที่อินซูลินจะถูกค้นพบ อะไรๆไม่ได้เป็นไปด้วยดีสำหรับคนเป็นเบาหวาน เมื่อไม่มีอินซูลินมาเปลี่ยนกลูโคสเป็นพลังงาน เซลล์ต่างๆในร่างกายก็กระหายเจียนตาย คนป่วยที่ไม่ได้รับการรักษาจะหิวและกระหาย แต่ยิ่งกินเท่าไรพวกเขาก็ยิ่งป่วยมากขึ้นเท่านั้น น้ำตาลในเลือดจะสูงขึ้นจนหวานเกินไป จนกระทั่งร่างกายเผาผลาญไขมันและกล้ามเนื้อจนไม่มีอะไรเหลือ แต่มันจะไม่เกิดขึ้นทันที ผู้ป่วยเบาหวานที่ไม่ได้รับการรักษาจะใช้เวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือนกว่าจะตาย และร่างกายก็จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากบนเส้นทางไปสู่ความตาย
เบาหวานที่ไม่ได้รับการรักษาแทบจะหมดไปแล้วในทุกวันนี้ เมื่อคนเริ่มกระหาย หิว รู้สึกป่วยและฉี่อยู่ตลอดเวลา พวกเขาก็จะไปหาหมอ หมอให้อินซูลินและเข็มฉีดยาแก่พวกเขา แล้วยาสมัยใหม่ก็ชนะอีกครั้ง จึงเนการยากที่เราจะจินตนาการว่ามันเป็นอย่างไรเมื่อเบาหวานรักษาไม่ได้ และอันตรายถึงตายเหมือนเก้าอี้ไฟฟ้า ฉันได้ทำรายการอาการต่างๆของเบาหวานที่ไม่ได้รับการรักษา เรื่องนี้อาจจะเกิดขึ้นกับเด็กสาวในยุคกลาง
แรกเริ่มเธอจะเริ่มหิวและกระหาย เธอไม่เคยดื่มน้ำพอ กินข้าวบด (ไม่ว่ามันจะหน้าตาอย่างไงก็เถอะ) ชามแล้วชามเล่า ทีแรกพ่อแม่ของเธอรู้สึกโกรธเพราะพวกเขายากจน และข้าวบดก็ไม่ได้มาฟรี แต่เธอไม่อาจหยุดกินทุกอย่างที่เธอเห็น ต่อมาเธอก็น้ำหนักลดลง เธอกินเหมือนหมู แต่อาหารก็ผ่านเธอไปหมด พ่อแม่เธอคิดว่าเธอถูกผีเข้า พวกเขาซ่อนเธอจากเพื่อนบ้านเพราะกลัวว่าถ้าเรื่องแพร่งพรายออกไป ลูกสาวของพวกเขาจะถูกเผาทั้งเป็น
ผ่านไปหลายสัปดาห์ เด็กสาวน้ำหนักลดไปหนึ่งในสี่ เธอขาวซีดและมีกลิ่นหวานเอียนเหมือนน้ำผึ้ง เธอหลับเกือบตลอดวัน แต่มันเป็นหลับที่ไม่สนิท เธอกลิ้ง พลิกตัวและร้องคราง เมื่อเธอตื่นเธอก็หิวและกระหาย
เธอฉี่ลดที่นอนครี้งแล้วครั้งเล่าจนแม่ของเธอเลิกเอาฟางใหม่มาปูที่นอนให้เธอ และปล่อยให้เธอนอนทับของเสียไปอย่างนั้น เธอไม่ได้มีทีท่าว่าจะสนใจ เธอพูดกับตัวเองในเวลานอน กับคนที่ไม่มีตัวตนอยู่จริงๆ ผิวกายเธอขาวซีดและชุ่มไปด้วยเหงื่อ ริมฝีปากของเธอแดงเหมือนเลือด เนื้อตัวมีกลิ่นเหม็นไหม้
วันหนึ่งแม่ของเธอเขาขาไก่มาให้ลูกสาว เธอนั่งอยู่บนเตียงฟางสกปรกๆของเธอ เด็กสาวฉวยขาไก่กัดกินอย่างมูมมามเหมือนหมาป่าที่หิวโหย แม่ของเธอขนลุกขนพองกับสิ่งที่เห็น ฟันของเด็กสาวยาวขึ้น และปากของเธอก็เต็มไปด้วยเลือด เด็กสาวขย้ำขาไก่ กัดกร้วมลงไปบนกระดูกด้วยฟันยาวที่กลบไปด้วยเลือด ลมหายใจเหม็นเหมือนผลไม้และเนื้อบูด ตาดำของเธอเบิกกว้างเหมือนหลุมดำ แม่ของเธอหวาดกลัวและหนีไป
วันต่อมาเด็กสาวโซเซออกมาจากกระท่อมเพื่อหาอาหาร เมื่อแสงแดดยามเที่ยงวันต้องตัวเธอ เด็กสาวก็กรีดร้อง ปิดตาและก้มคุดคู้ลงกับพื้น พ่อแม่ของเธอช็อคที่เห็นลูกสาวเป็นเช่นนั้นเมื่อถูกแสงแดด ผิวของเธอขาวเหมือนกับท้องปลา ผมร่วงเป็นกระจุกๆ แขนขาลีบเล็กเหมือนด้ามไม้กวาด พ่อของเธอรีบอุ้มลูกสาวเข้าไปในบ้าน แล้ววางเธอลง
เช้าต่อมาเด็กสาวยังคงนอนนิ่งและไม่ตอบสนอง หน้าผากเย็นเหมือนน้ำแข็ง ไม่มีสัญญาณของชีวิต แม่ของเธอบอกสามีว่าลูกสาวได้ตายเสียแล้ว พวกเขาห่มเธอด้วยผ้าห่ม บอกกับเพื่อนบ้านว่าเธอตายแล้ว และพรุ่งนี้พวกเขาจะฝังเธอที่สุสานข้างๆโบสถ์ประจำหมู่บ้าน
แต่คืนนี้นเองเรื่องประหลาดก็เกิดขึ้น เด็กสาวตื่นขึ้นมา เธอเหวี่ยงผ้าหม่ออกไปและลุกขึ้นยืน เธอไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหน แต่เธอหิวเจียนตาย เธอเดินโซซัดโซเซไปตามแนวกระท่อม สับสนและหวาดกลัว แม่ของเด็กสาวเห็นเธอและกรีดร้องด้วยความหวาดกลัว เด็กสาวเอามืออุดหู มันดังเกินไป! พ่อที่หวาดกลัวคว้ามีดแกว่งไปมาต่อหน้าเธอ เธอวิ่งหนีจากกระท่อม วิ่งหนีเสียงกรีดร้องและแสงแปลบปลาบของมีด เธอเห็นแสงริบหรี่อยู่ไกลๆ เธอได้ยินเสียง เธอได้กลิ่นอาหาร เธอตรงเข้าไปหาแสง พุ่งเข้าไปในกระท่อมของเพื่อนบ้าน หยิบชิ้นหมูออกมาจากหม้อสตูว์และกลืนลงไปอย่างตะกละตะกลาม พวกเขาวิ่งหนีด้วยความหวาดกลัว เด็กสาวกินอาหารค่ำของพวกเขาจนหมดและโซซัดโซเซเข้าไปในป่า วันต่อมาเด็กหนุ่มในหมู่บ้านเจอเธอนอนนิ่งอยู่ในสวนหัวบีต ผู้เฒ่าประจำหมู่บ้านถูกเชิญมา เธอถูกประกาศว่าตายแล้ว พระบอกว่าเธอถูกผีสิง พวกเขาตัดสินใจจะเผาเธอทันที ปะรำถูกสร้างขึ้นบนเชิงเขา ร่างของเธอถูกวางไว้บนกองฟืนและเศษไม้ พระโยนคบไฟลงไปที่กองฟืน ภายในไม่กี่วินาทีไฟก็ลุกโชติช่วง หน้าของชาวบ้านถูกย้อมเป็นสีส้มด้วยแสงไฟ แล้วบางอย่างในกำแพงเพลิงก็เคลื่อนไหว พวกเขามองเห็นรูปร่างของเด็กสาว เสียงกรีดร้องของเธอโหยหวนออกมาจากกองไฟ ร่างของเธอลุกเป็นไฟ เธอบิดเร่าในท่วงท่าของระบำแห่งความตายขณะที่ชาวบ้านต่างก็พากันวิ่งหนี ล้วเธอก็ตาย...ตายอย่างจริงๆ ในคราวนี้
นั่นคือเรื่องที่อาจจะเกิดขึ้นกับคนเป็นเบาหวานเมื่อหลายร้อยปีก่อน ลองจินตนาการถึงเรื่องที่พวกชาวนาจะพูดต่อกัน! อาการทั้งหลายที่ฉันพูดถึงเป็นอาการที่อาจเกิดขึ้นได้จากโรคเบาหวาน กลิ่นหวานของกลูโคสที่สูงเกินไปในเลือด อาการประหลาด กลิ่นเหม็นไหม้ของอาการเคโตอซิโดซิส กลิ่นเหม็นเน่าจากการย่อยสลายของแบคทีเรีย ความคลุ้มคลั่ง ความหิวกระหาย ประสาทสัมผัสที่ไวต่อแสงและเสียงอย่างมาก เลือดออก เหงือกร่น (ซึ่งทำให้ดูเหมือนฟันเธอยาวขึ้น) ไข้ ผิวหนังเย็นเฉียบ อาการโคม่าเหมือนตาย ทั้งหมดเป็นอาการของเบาหวานที่ไม่ได้รับการรักษา แม้แต่การฟื้นขึ้นจากอาการโคม่าหลายต่อหลายครั้งก็อาจเป็นไปได้
สำหรับฉันมันชัดเจนมากว่าเบาหวานในยุคกลางได้นำไปสู่ตำนาน ซึ่งนำไปสู่หนังสือของ บราม สโตรเกอร์ ซึ่งนำไปสู่นิยายของ แอน ไรซ์ และบัฟฟี่ มือใหม่ปราบผี และอื่นๆทั้งหมดทั้งมวลเกี่ยวกับผีดูดเลือด เบาหวานคือต้นกำเนิด คือผีดูดเลือดที่แท้จริง พวกเขาไม่ใช่ปีศาจ หรือเหนือธรรมชาติ หรือเป็นอมตะ พวกเขาแค่ป่วย...เหมือนฉัน ฉันเองก็เป็นผีดูดเลือดขั้นต้น เมื่อฉันฉีดอินซูลีนเข้าไปตอนนี้ ฉันคิดว่ามันคือวัคซีนผีดูดเลือด ถ้าฉันเลิกฉีดอินซูลิน ฉันก็จะกลายเป็นสาวน้อยผีดูดเลือดที่หิวโหยจากยุคกลาง ฉันอาจจะบุกเข้าไปในบ้านของคุณและกินสตูว์ของคุณ
หรืออะไรอย่างนั้น
คุณไม่มีทางรู้ว่าผีดูดเลือดจะทำอะไรกับคุณ
1655 คำ (รวมทั้งนี่ด้วย)
credit:http://www.dek-d.com/board/view.php?id=1060332
edit @ 20 Jun 2009 01:01:47 by Demon-Er